วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

มิเชล พลาตินี่ นโปเลียลูกหนัง




วันนี้ขอแนะนำ ลูกหนังเมืองน้ำหอมกันบ้างครับ โดยวันนี้ขอนำเสนอประวัติของนักเตะที่ว่ากันว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุด ในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลฝรั่งเศส และฟุตบอลยุโรปเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ "นโปเลียนลูกหนัง" มิเชล พลาตินี่ ซึ่งปัจจุบัน เป็นประธานของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า
เส้นทางลูกหนังของพลาตินี่ ก็เริ่มต้นไม่ต่างกับยอดนักเตะในอดีตรายอื่นซักเท่าไร ที่ฝึกฝนลีลาลูกหนังบริเวณถนนแถวบ้าน โดยมีอัลโด้ พลาตินี่ ผู้เป็นพ่อ คอยฝึกสอนทักษะต่าง ๆ ให้อย่างใกล้ชิด จนพรสวรรค์ของเจ้าหนูพลาตินี่ ก็ไปเตะตา ทีม อาแอส เจิฟฟ์ ทีมท้องถิ่นของเมือง ดึงตัวไปร่วมทีมเยาวชนด้วยวัย 11 ปี
ด้วยฝีเท้าที่โดดเด่นเกินวัย ทำให้พลาตินี่ ได้รับการทาบทามจากทีม น็องซี่ ทีมชื่อดังของลีกเอิง ในวัยเพียงแค่ 16 ปี โดยพลาตินี่ เริ่มต้นกับน็องซี่ ด้วยการเล่นในทีมสำรอง ก่อนที่จะโชว์ฟอร์มสุดยอดซัด แฮตทริก เป็นประเดิมตั้งแต่นัดแรก จนทำท่าว่าจะถูกเรียกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ แต่ว่าโชคร้าย ที่เจ้าหนูมิเชล ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่บริเวณข้อเท้า ต้องปิดฉากซีซั่นนั้นไปอย่างน่าเสียดาย
ในปีถัดมา พลาตินี่ ได้ประเดิมเกมลีกสูงสุด นัดแรกกับน็องซี่ เจอกับ นีมส์ เมื่อปี 1973 แต่แล้วฤดูกาลที่น่าจะดูดีของเขาก็ต้องพังพาบลงไปอีกครั้ง เหมือนตอนที่เล่นให้กับทีมสำรอง หลังจากที่ต้องเจออาการบาดเจ็บมาตามหลอกหลอน เป็นคำรบสอง โดยคราวนี้ย้ายจากที่ข้อเท้า มาที่แขน ส่งผลให้น็องซี่ ต้องร่วงตกชั้นจากลีกสูงสุดไปอย่างน่าเศร้า
อย่างไรก็ตาม การได้มีโอกาสเล่นเต็มตัว ในลีกที่ต่ำกว่า ทำให้พรสวรรค์ของพลาตินี่ เจิดจรัสขึ้นอย่างเต็มตัว เขายิงไปทั้งสิ้น 17 ประตูจากตำแหน่งมิดฟิลด์ พลาตินี่ทั้งยิง ทั้งจ่าย ตามด้วยลูกฟรีคิกที่เด็ดขาด ก่อนที่จะพาน็องซี่ เลื่อนชั้นได้อย่างไม่ระบมหัวแม่เท้า
แม้ว่าจะเล่นได้อย่างโดดเด่นกับ น็องซี่ แต่กว่าที่พลาตินี่ จะได้สัมผัสตำแหน่งแชมป์แรกในชีวิต ก็ต้องรอถึง ปี 1978 ในถ้วยเฟร้นช์ คัพ ซึ่งเป็นถ้วยแชมป์เพียงรายการเดียว ที่พลาตินี่ คว้าแชมป์ กับน็องซี่
พอหมดสัญญากับทีม พลาตินี่ ก็ได้รับความสนใจจากสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป อย่าง อินเตอร์ มิลาน จากกัลโช่ เซเรีย อา จากประเทศอิตาลี รวมถึงเปแอสเช แต่สุดท้ายก็เป็นแซงต์ เอเตียน ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองน้ำหอม ที่คว้าตัวจอมทัพวัยหนุ่มรายนี้ไปร่วมทีมได้สำเร็จ
และการได้มาร่วมทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เลส แวร์ต ทำให้พลาตินี่ ได้สัมผัสแขมป์ลีกครั้งแรก ในฤดูกาล 1981 อีกทั้งยังได้ติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดลุยศึกฟุตบอลโลกปี 1978 ที่ประเทศอาร์เจรติน่า เป็นเจ้าภาพอีกด้วย แต่ฟุตบอลโลกที่สร้างชื่อให้กับ พลาตินี่มากที่สุดก็ย่อมหนีไม่พ้นฟุตบอลโลกปี 1982 ที่ประเทศสเปนมากกว่า
ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ พลาตินี่ ประสานงานกับ เพื่อนร่วมทีมระดับโลกอย่าง มานูเอล อโมโรส , ฌอง ติกาน่า และ อแล็ง จิแรส พาทีมตราไก่ ทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ และในรอบรองชนะเลิศ พวกเขาได้โคจรมาพบกับ อินทรีเหล็ก เยอรมัน ซึ่งทั้งสองทีมสู้กันอย่างสูสี จนกินกันไม่ลง ต้องต่อเวลาพิเศษ หลังจากที่เสมอกันในเวลาปกติ 1-1
ฝรั่งเศสมาประตูฉีกไปเป็น 3-1 ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่กี่นาที แต่ว่ากลับมาโดน เคล้าส์ ฟิสเขอร์ และ รุมเมนิกเก้ ยิงคนละประตู ตีเสมอได้สำเร็จ ทำให้เกมต้องไปตัดสินที่การดวลลูกจุดโทษกันอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนที่จะเป็นเยอรมัน ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จจากการยิงเป้าที่แม่นยำกว่า ซึ่งว่ากันว่าถ้าฝรั่งเศสไม่มาดวงแตกพ่ายเยอรมันล่ะก็ คาดว่าตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนั้นอาจจะเป็นของพวกเขาก็เป็นได้
แม้ว่าพลาตินี่ จะจบทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก กับทีมชาติฝรั่งเศสด้วยความผิดหวัง แต่ว่า จากฟอร์มที่โดดเด่นนี้เอง ทำให้ ยูเวนตุส ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองมะกะโรนี ดึงตัวเขาไปร่วมทีม และการได้เล่นในสีเสือของทีมม้าลายนี่เอง ทำให้พลาตินี่ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะหมายเลขหนึ่งของยุโรปได้สำเร็จ
ที่รังเดลเล่ อัลปิ พลาตินี่ ประสานงานกับ ซีบี้ โบเนี้ยค ดาวเตะชาวโปแลนด์ ที่ดังมาจากฟุตบอลโลกที่ประเทสสเปน เหมือนกัน และทั้งพลาตินี่ และ ซิบี่ พาทีมม้าลาย ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลยูโรเปี้ยน คัพ ซึ่งยูเวนตุส ไม่เคยได้สัมผัสแชมป์รายการที่ยิ่งใหญ่ของวงการสโมสรยุโรป ได้แม้แต่ครั้งเดียว แต่ยูเว่ ก็ยังคงต้องร้องเพลงรอต่อไป เพราะว่าในนัดชิงปี 1983 ที่กล่าวมานั้น จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของทีมม้าลาย ต่อทีมสิงห์เหนือ ฮัมบูร์ก จากประตูโทนของ เฟลิกซ์ มากัธ
แม้ว่าจะแพ้ในนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ แต่ว่าจากฟอร์มที่โดดเด่นตลอดฤดูกาลที่ผ่านมาของพลาตินี่ ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลส่วนตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต นั่นก็คือรางวัล บัลลง ดอร์ มาครองได้สำเร็จ ซึ่งมันก็น่าจะปลอบใจกับความผิดหวังในเกมกับฮัมบูร์กได้บ้าง
ในฤดูกาลถัดมา เรียกว่าเป็นทีทองของพลาตินี่เลยก็ว่า ได้ เขาพายูเวนตุส คว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา มาครองได้สำเร็จ รวมทั้งตัวเขาก็ได้ครองตำแหน่งดาวซัลโวของลีก จากตำแหน่งมิดฟิลด์ แถมในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่ประเทศฝรั่งเศสของเขาเองเป็นเจ้าภาพ
พลาตินี่ พร้อมด้วย ฌอง ติกาน่า , อแล็ง จิแรส , และ ลูอิส แฟร์กนองเดซ เป็นสี่ทหารเสือ ในแผงมิดฟิลด์อันลือลั่น พาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์ทัวร์นาเมนต์ ระดับเมเจอร์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยพลาตินี่ คว้าตำแหน่งดาวซัลโว รายการนี้ไปครองด้วยจำนวน 9 ประตู ซึ่งเป็นสถิติดาวซัลโว สูงสุดตลอดกาลของทัวร์นาเมนต์นี้มาจนถึงปัจจุบัน พ่วงด้วยตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมของรายการ ปิดท้ายด้วยตำแหน่งบัลลง ดอร์ เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน อย่างไร้คู่ต่อกร
ในปี 1985 แม้ว่ายูเว่ จะชวดแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ไป แต่ว่า ก็คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ของสโมสรได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตของแฟนบอลม้าลาย 35 รายด้วยกัน จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรม เฮย์เซล ในนัดชิงชนะเลิศ กับสโมสรลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นพลาตินี่ ที่ซัดจุดโทษเป็นประตูชัยให้กับม้าลาย ในเกมที่นักเตะของทั้งสองทีม ไม่มีกะจิตกะใจจะลงเล่นกันแล้ว
แน่นอนว่าการพาทีมเถลิงบัลลังก์ยุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ย่อมส่งผลให้พลาตินี่ กลายเป็นนักเตะคนแรกที่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป หรือ บัลลง ดอร์ สามสมัยซ้อน ซึ่งเป็นแรกและคนเดียว ที่ทำสถิตินี้ได้
หลังจากนั้น พลาตินี่ ก็พายูเว่ คว้าแชมป์ สคูเด็ตโต้ เป็นสมัยที่สอง แต่น่าเสียดาย ที่นักเตะระดับเขากลับไม่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกแม้แต่ครั้งเดียว โดยในปีนั้น ในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ประเทศเมํกซิโก พลาตินี่ พาทีมฝรั่งเศส ผ่านที่ชาติบราซิลเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ โดยเกมนั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นเกมการแข่งขันที่ดีที่สุดตลอดกาลของฟุตบอลโลกเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของฝรั่งเศสก็ต้องมาหยุดที่รอบรองชนะเลิศ อีกครั้ง ด้วยฝีมือของทีมเยอรมันตะวันตก จากสองประตูของ รูดี้ โฟลเลอร์ และ อันเดรียส เบรห์เม่ ซึ่งไม่คต่างอะไรกับเมื่อสี่ปีก่อน ที่ฝรั่งเศสก็ต้องหยุดเส้นทางของตัวเองในฟุตบอลโลกด้วยน้ำมือของทีม อินทรีเหล็ก
พลาตินี่ กลับมาเล่นให้กับยูเวนตุสอีกครั้ง โดยที่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า ฤดูกาล 1986\1987 จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่แฟน ๆ ลูกหนังจะได้เห็นการเล่นดุจร่ายเวทย์ ของ มิเชล พลาตินี่ อีกต่อไป เพราะหลังจากที่จบฤดูกาลนั้น พลาตินี่ ประกาศอำลาจากวงการลูกหนัง และรวมถึงอำลาทีมชาติฝรั่งเศส ด้วยวัยเพียงแค่ 31 ปีเท่านั้น ปิดฉากตำนานอันยิ่งใหญ่ในการลูกหนังของเขาไว้แต่เพียงเท่านี้ ในฐานะของ นโปเลียน ลูกหนัง นักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลฝรั่งเศส
เกียรติประวัติส่วนตัวของ มิเชล พลาตินี่
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของประเทศฝรั่งเศส - 1976, 1977นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป (บัลลง ดอร์) - 1983 ,1984 , 1985ดาวซัลโวสูงสุดของฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา - 1983,1984 , 1985รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจากนิตยสาร เวิลด์ ซ็อคเกอร์ - 1984 , 1985
เกียรติประวัติระดับสโมสรน็องซี่แชมป์เฟร็นช์ คัพ - 1978
แซ็งต์ เอเตียน แชมป์ ลีก เอิง - 1981
ยูเวนตุสแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา - 1984 ,1986แชมป์ อิตาเลียน คัพ -1983 แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ - 1985แชมป์สโมสรโลก - 1985แชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ - 1984
เกียรติประวัติกับทีมชาติฝรั่งเศสแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป - 1984อันดับ 3 ฟุตบอลโลก - 1986

ไม่มีความคิดเห็น:

247payouts.com