วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

อิบิซวิส เพชรฆาตรแห่งฮอฟเฟ่นไฮม์




วันนี้ขอย้ายวิกมาที่เวทีบุนเดสลีกา เยอรมัน กันบ้าง...ปีนี้ลูกหนังเมืองเบียร์ค่อนข้างจะคึกคักจากการออกสตาร์ทที่เป๋ไปเป๋มาของ "พี่เสือ" บาเยิร์น มิวนิค บวกกับหลายๆ สโมสรขยับฟอร์มได้น่าจับตาอาทิ ฮัมบูร์ก เอสเฟา, ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น, ชาลเก้ 04 และเหนืออื่นใดคือ ฮอฟเฟ่นไฮม์ "น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์"
ผ่าน 10 นัดแรกในฤดูกาล 2008-2009 "ฮอฟเฟ่" สามารถยืนหยัดฝ่าแดดฝ่าลมรั้งเป็นจ่าฝูงของตารางบุนเดสลีกา อย่างเหลือเชื่อ ด้วยผลงานชนะ 7 เสมอ 1 และแพ้ 2 โดยยิงไปได้ถึง 27 ประตู มากที่สุดเกินหน้าเกินตาใครๆ ไม่เว้นแม้แต่ บาเยิร์น เจ้าของสถิติแชมป์บุนเดสลีกา 27 สมัย ซึ่งคนที่เราจะพูดถึงวันนี้ก็คือคนที่มีส่วนสำคัญทำให้ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ยิงได้มากมายขนาดนี้นั่นแหละ
เขาผู้นั้นคือ เวดาด อิบิเซวิช ดาวซัลโวสูงสุด 11 ประตูในเวลานี้นี่เอง...แอ่น แอน แอ๊น...
อิบิเซวิช เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ปีค.ศ.1984 ที่วลาเซนิก้า ประเทศยูโกสลาเวีย ปัจจุบันอายุ 24 ปี สูง 189 ซม. โดย อิบิเซวิช และครอบครัวย้ายออกจาก บอสเนีย และ เฮอร์เซโกวีน่า ไปอาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2000 และเส้นทางลูกหนังของหัวหอกรายนี้ก็เริ่มต้นขึ้น ณ ที่แห่งนี้เอง
อิบิเซวิช เซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของ เอฟซี บาเซิ่ล ขณะอายุได้ 16 ปี แต่ว่าอยู่ฝึกปรือฝีเท้ากับยอดทีมแดนนาฬิกาได้เพียง 10 เดือนก็ต้องเก็บข้าวของอพยพย้ายตามพ่อแม่อีกครั้ง โดยคราวนี้จุดหมายปลายทางอยู่ที่เมืองเซนต์ หลุยส์ รัฐมิสซูรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ที่เซนต์ หลุยส์ นี้เองที่ อิบิเซวิช ฉายแววการเป็นยอดนักเตะดาวรุ่งออกมาได้อย่างเต็มสตรีม โดยได้รับการกล่าวขานให้เป็นหนึ่งใน 25 นักเตะที่มีอนาคตสดใสที่สุดในดินแดนที่เรียกฟุตบอลว่าซอคเกอร์
ชีวิตในรั้วมหาลัยฯ เซนต์ หลุยส์ ยูนิเวอร์ซิตี้...อิบิเซวิช ทำผลงานยิง 18 ประตู และจ่ายอีก 4 จาก 22 นัด ในขณะที่ยังเป็น "เฟรชชี่" หน้าใสกิ๊ง สิวเพิ่งเห่อ โดยระหว่างร่ำเรียนหมายจะเอาปริญญาบัตรมาประดับบารมี อิบิเซวิช ยังเจียดเวลาไปหาประสบการณ์ค้าแข้งในลีกสมัครเล่นของสหรัฐฯ ด้วย โดยเซ็นสัญญากับทีม เซนต์ หลุยส์ สไตรค์เกอร์ และ ชิคาโก้ ไฟร์ พรีเมียร์ ในปี 2003 และ 2004 ตามลำดับ
จากนั้นในช่วงพักเบรกปิดซีซั่น 2004 เวดาด ถูกเรียกตัวกลับมายังยุโรป เพื่อลงเล่นให้กับทีมชาติบอสเนียฯ ชุดอายุไม่เกิน 21 ปี โดยในช่วงที่ทำการฝึกซ้อมร่วมกับทีมชาตินั้น ลีลาของ อิบิเซวิช เกิดไปเตะตาของ วาฮิด ฮาลิลฮ็อดซิช กุนซือชาวบอสเนียฯ คนบ้านเดียวกัน ซึ่งเวลานั้นยังเป็นนายใหญ่ของสโมสร ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในฝรั่งเศส และ ฮาลิลฮ็อดซิช ก็ไม่รีรอที่จะยื่นสัญญาอาชีพให้เจ้าตัว
อย่างไรก็ดี ฤดูกาลแรกในเมืองหลวงของฝรั่งเศส อิบิเซวิช แทบไม่ได้รับโอกาสลงฉายฟอร์ม และต้องถูกปล่อยตัวให้ ดิฌง ทีมในลีก เดอซ์ ยืมตัวไปใช้งาน ก่อนเซ็นสัญญาย้ายร่วมชายคาแบบถาวรในปี 2005
ดิฌง เล็กเกินไปถนัดตาสำหรับ อิบิเซวิช หลังจากเจ้าตัวจัดการกระทุ้งไป 10 ประตู จาก 33 นัด และก็เป็นไปตามคาด เมื่อ อเลมานเนีย อาเค่น สโมสรในเยอรมัน หยิบยื่นสัญญา 3 ปีให้เจ้าตัวเซ็นมาเปิดประสบการณ์ใหม่ในเดือนพฤษภาคม ปี 2006 และการเซ็นสัญญาครั้งนี้เองที่เป็นใบเบิกทางสู่การเป็น "เดอะ สตาร์" ในเมืองเบียร์
อิบิเซวิช ยิง 6 ประตู จาก 24 นัด ให้ อาเค่น ในฤดูกาล 2006-2007 แม้สถิติจะไม่สวยหรูน่าโตะใจหมดเลย แต่ฟอร์มในสนามของเจ้าตัวดีพอสำหรับสโมสร ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในการอ้าแขนรับมาใช้งานต่อ
"ฮอฟเฟ่" กับ อิบิเซวิช เซ็นสัญญาร่วมกันในวันที่ 12 กรกฎาคม ปี 2007 และเจ้าตัวก็ร่วมสร้างประวัติศาสตร์กับสโมสรด้วยการตีตั๋วเลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกา ได้เป็นครั้งแรก ทั้งที่ฤดูกาลก่อนหน้านั้นพวกเขาก็เพิ่งจะเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ลีกา สอง ในฐานะรองแชมป์เรกิโอนัลลีกา ซุด (เทียบชั้นแล้วเปรียบได้กับ ลีกา สาม ในปัจจุบัน) เท่านั้น
อิบิเซวิช เริ่มต้นฤดูกาล 2008-2009 ด้วยการเหมายิงคนเดียว 2 ประตู ในเกมถล่ม เอเนอร์กี้ ค็อตบุส ก่อนจะยิงเรื่อยมาในนัดที่ 2-3-4-5 โดยนัดที่ 5 กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ นี่เองที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มเทพชนิดต้องใช้คำว่าเก่งเวอร์ โดยนอกจากยิง 2 ประตูแล้ว ยังมีโอกาสทำแฮตทริกนับครั้งไม่ถ้วน แต่โชคร้ายที่ถูกผู้รักษาประตูและเสาปฏิเสธเอาไว้หมด โดยมีอยู่ช็อตหนึ่งที่ อิบิเซวิช ลากหลบกองหลัง "เสือเหลือง" ทั้งแผง แต่ดันยิงไปติดเซฟอย่างน่าเสียดาย ทว่าท้ายที่สุด ฮอฟเฟ่นไฮม์ ก็มีชัยด้วยสกอร์ 4-1
จากนั้น อิบิเซวิช ยังคงโชว์ฟอร์มเด่นเป็นสง่าไม่มีตก นับถึงตรงนี้ผ่านหลัก 10 นัด สะสมประตูไปแล้ว 11 ลูก และจ่ายให้เพื่อนกระทุ้งแทนอีก 5 นำดาวซัลโวสบายๆ โดยมี พาทริค เฮลเมส ของ เลเวอร์คูเซ่น และ อาทูร์ วิชเนียเร็ค ของ อาร์มีเนีย บีเลเฟลด์ ตามดมตูดมาที่ 8 และ 7 ประตู ตามลำดับ
ถ้ายังแรงดีไม่มีตก หากไม่มีเทพนิยาย "ฮอฟเฟ่นไฮม์" คว้าแชมป์บุนเดสลีกา แบบเหลือเชื่อ เหมือนเมื่อ ไกเซอร์สลาเทิร์น ทำได้ เมื่อปี 1998 อย่างน้อยดาวซัลโว ก็ต้องไม่หนี อิบิเซวิช นี้แหละครับ

มิเชล พลาตินี่ นโปเลียลูกหนัง




วันนี้ขอแนะนำ ลูกหนังเมืองน้ำหอมกันบ้างครับ โดยวันนี้ขอนำเสนอประวัติของนักเตะที่ว่ากันว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุด ในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลฝรั่งเศส และฟุตบอลยุโรปเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ "นโปเลียนลูกหนัง" มิเชล พลาตินี่ ซึ่งปัจจุบัน เป็นประธานของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า
เส้นทางลูกหนังของพลาตินี่ ก็เริ่มต้นไม่ต่างกับยอดนักเตะในอดีตรายอื่นซักเท่าไร ที่ฝึกฝนลีลาลูกหนังบริเวณถนนแถวบ้าน โดยมีอัลโด้ พลาตินี่ ผู้เป็นพ่อ คอยฝึกสอนทักษะต่าง ๆ ให้อย่างใกล้ชิด จนพรสวรรค์ของเจ้าหนูพลาตินี่ ก็ไปเตะตา ทีม อาแอส เจิฟฟ์ ทีมท้องถิ่นของเมือง ดึงตัวไปร่วมทีมเยาวชนด้วยวัย 11 ปี
ด้วยฝีเท้าที่โดดเด่นเกินวัย ทำให้พลาตินี่ ได้รับการทาบทามจากทีม น็องซี่ ทีมชื่อดังของลีกเอิง ในวัยเพียงแค่ 16 ปี โดยพลาตินี่ เริ่มต้นกับน็องซี่ ด้วยการเล่นในทีมสำรอง ก่อนที่จะโชว์ฟอร์มสุดยอดซัด แฮตทริก เป็นประเดิมตั้งแต่นัดแรก จนทำท่าว่าจะถูกเรียกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ แต่ว่าโชคร้าย ที่เจ้าหนูมิเชล ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่บริเวณข้อเท้า ต้องปิดฉากซีซั่นนั้นไปอย่างน่าเสียดาย
ในปีถัดมา พลาตินี่ ได้ประเดิมเกมลีกสูงสุด นัดแรกกับน็องซี่ เจอกับ นีมส์ เมื่อปี 1973 แต่แล้วฤดูกาลที่น่าจะดูดีของเขาก็ต้องพังพาบลงไปอีกครั้ง เหมือนตอนที่เล่นให้กับทีมสำรอง หลังจากที่ต้องเจออาการบาดเจ็บมาตามหลอกหลอน เป็นคำรบสอง โดยคราวนี้ย้ายจากที่ข้อเท้า มาที่แขน ส่งผลให้น็องซี่ ต้องร่วงตกชั้นจากลีกสูงสุดไปอย่างน่าเศร้า
อย่างไรก็ตาม การได้มีโอกาสเล่นเต็มตัว ในลีกที่ต่ำกว่า ทำให้พรสวรรค์ของพลาตินี่ เจิดจรัสขึ้นอย่างเต็มตัว เขายิงไปทั้งสิ้น 17 ประตูจากตำแหน่งมิดฟิลด์ พลาตินี่ทั้งยิง ทั้งจ่าย ตามด้วยลูกฟรีคิกที่เด็ดขาด ก่อนที่จะพาน็องซี่ เลื่อนชั้นได้อย่างไม่ระบมหัวแม่เท้า
แม้ว่าจะเล่นได้อย่างโดดเด่นกับ น็องซี่ แต่กว่าที่พลาตินี่ จะได้สัมผัสตำแหน่งแชมป์แรกในชีวิต ก็ต้องรอถึง ปี 1978 ในถ้วยเฟร้นช์ คัพ ซึ่งเป็นถ้วยแชมป์เพียงรายการเดียว ที่พลาตินี่ คว้าแชมป์ กับน็องซี่
พอหมดสัญญากับทีม พลาตินี่ ก็ได้รับความสนใจจากสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป อย่าง อินเตอร์ มิลาน จากกัลโช่ เซเรีย อา จากประเทศอิตาลี รวมถึงเปแอสเช แต่สุดท้ายก็เป็นแซงต์ เอเตียน ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองน้ำหอม ที่คว้าตัวจอมทัพวัยหนุ่มรายนี้ไปร่วมทีมได้สำเร็จ
และการได้มาร่วมทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เลส แวร์ต ทำให้พลาตินี่ ได้สัมผัสแขมป์ลีกครั้งแรก ในฤดูกาล 1981 อีกทั้งยังได้ติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดลุยศึกฟุตบอลโลกปี 1978 ที่ประเทศอาร์เจรติน่า เป็นเจ้าภาพอีกด้วย แต่ฟุตบอลโลกที่สร้างชื่อให้กับ พลาตินี่มากที่สุดก็ย่อมหนีไม่พ้นฟุตบอลโลกปี 1982 ที่ประเทศสเปนมากกว่า
ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ พลาตินี่ ประสานงานกับ เพื่อนร่วมทีมระดับโลกอย่าง มานูเอล อโมโรส , ฌอง ติกาน่า และ อแล็ง จิแรส พาทีมตราไก่ ทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ และในรอบรองชนะเลิศ พวกเขาได้โคจรมาพบกับ อินทรีเหล็ก เยอรมัน ซึ่งทั้งสองทีมสู้กันอย่างสูสี จนกินกันไม่ลง ต้องต่อเวลาพิเศษ หลังจากที่เสมอกันในเวลาปกติ 1-1
ฝรั่งเศสมาประตูฉีกไปเป็น 3-1 ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่กี่นาที แต่ว่ากลับมาโดน เคล้าส์ ฟิสเขอร์ และ รุมเมนิกเก้ ยิงคนละประตู ตีเสมอได้สำเร็จ ทำให้เกมต้องไปตัดสินที่การดวลลูกจุดโทษกันอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนที่จะเป็นเยอรมัน ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จจากการยิงเป้าที่แม่นยำกว่า ซึ่งว่ากันว่าถ้าฝรั่งเศสไม่มาดวงแตกพ่ายเยอรมันล่ะก็ คาดว่าตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนั้นอาจจะเป็นของพวกเขาก็เป็นได้
แม้ว่าพลาตินี่ จะจบทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก กับทีมชาติฝรั่งเศสด้วยความผิดหวัง แต่ว่า จากฟอร์มที่โดดเด่นนี้เอง ทำให้ ยูเวนตุส ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองมะกะโรนี ดึงตัวเขาไปร่วมทีม และการได้เล่นในสีเสือของทีมม้าลายนี่เอง ทำให้พลาตินี่ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะหมายเลขหนึ่งของยุโรปได้สำเร็จ
ที่รังเดลเล่ อัลปิ พลาตินี่ ประสานงานกับ ซีบี้ โบเนี้ยค ดาวเตะชาวโปแลนด์ ที่ดังมาจากฟุตบอลโลกที่ประเทสสเปน เหมือนกัน และทั้งพลาตินี่ และ ซิบี่ พาทีมม้าลาย ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลยูโรเปี้ยน คัพ ซึ่งยูเวนตุส ไม่เคยได้สัมผัสแชมป์รายการที่ยิ่งใหญ่ของวงการสโมสรยุโรป ได้แม้แต่ครั้งเดียว แต่ยูเว่ ก็ยังคงต้องร้องเพลงรอต่อไป เพราะว่าในนัดชิงปี 1983 ที่กล่าวมานั้น จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของทีมม้าลาย ต่อทีมสิงห์เหนือ ฮัมบูร์ก จากประตูโทนของ เฟลิกซ์ มากัธ
แม้ว่าจะแพ้ในนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ แต่ว่าจากฟอร์มที่โดดเด่นตลอดฤดูกาลที่ผ่านมาของพลาตินี่ ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลส่วนตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต นั่นก็คือรางวัล บัลลง ดอร์ มาครองได้สำเร็จ ซึ่งมันก็น่าจะปลอบใจกับความผิดหวังในเกมกับฮัมบูร์กได้บ้าง
ในฤดูกาลถัดมา เรียกว่าเป็นทีทองของพลาตินี่เลยก็ว่า ได้ เขาพายูเวนตุส คว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา มาครองได้สำเร็จ รวมทั้งตัวเขาก็ได้ครองตำแหน่งดาวซัลโวของลีก จากตำแหน่งมิดฟิลด์ แถมในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่ประเทศฝรั่งเศสของเขาเองเป็นเจ้าภาพ
พลาตินี่ พร้อมด้วย ฌอง ติกาน่า , อแล็ง จิแรส , และ ลูอิส แฟร์กนองเดซ เป็นสี่ทหารเสือ ในแผงมิดฟิลด์อันลือลั่น พาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์ทัวร์นาเมนต์ ระดับเมเจอร์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยพลาตินี่ คว้าตำแหน่งดาวซัลโว รายการนี้ไปครองด้วยจำนวน 9 ประตู ซึ่งเป็นสถิติดาวซัลโว สูงสุดตลอดกาลของทัวร์นาเมนต์นี้มาจนถึงปัจจุบัน พ่วงด้วยตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมของรายการ ปิดท้ายด้วยตำแหน่งบัลลง ดอร์ เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน อย่างไร้คู่ต่อกร
ในปี 1985 แม้ว่ายูเว่ จะชวดแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ไป แต่ว่า ก็คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ของสโมสรได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตของแฟนบอลม้าลาย 35 รายด้วยกัน จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรม เฮย์เซล ในนัดชิงชนะเลิศ กับสโมสรลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นพลาตินี่ ที่ซัดจุดโทษเป็นประตูชัยให้กับม้าลาย ในเกมที่นักเตะของทั้งสองทีม ไม่มีกะจิตกะใจจะลงเล่นกันแล้ว
แน่นอนว่าการพาทีมเถลิงบัลลังก์ยุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ย่อมส่งผลให้พลาตินี่ กลายเป็นนักเตะคนแรกที่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป หรือ บัลลง ดอร์ สามสมัยซ้อน ซึ่งเป็นแรกและคนเดียว ที่ทำสถิตินี้ได้
หลังจากนั้น พลาตินี่ ก็พายูเว่ คว้าแชมป์ สคูเด็ตโต้ เป็นสมัยที่สอง แต่น่าเสียดาย ที่นักเตะระดับเขากลับไม่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกแม้แต่ครั้งเดียว โดยในปีนั้น ในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ประเทศเมํกซิโก พลาตินี่ พาทีมฝรั่งเศส ผ่านที่ชาติบราซิลเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ โดยเกมนั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นเกมการแข่งขันที่ดีที่สุดตลอดกาลของฟุตบอลโลกเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของฝรั่งเศสก็ต้องมาหยุดที่รอบรองชนะเลิศ อีกครั้ง ด้วยฝีมือของทีมเยอรมันตะวันตก จากสองประตูของ รูดี้ โฟลเลอร์ และ อันเดรียส เบรห์เม่ ซึ่งไม่คต่างอะไรกับเมื่อสี่ปีก่อน ที่ฝรั่งเศสก็ต้องหยุดเส้นทางของตัวเองในฟุตบอลโลกด้วยน้ำมือของทีม อินทรีเหล็ก
พลาตินี่ กลับมาเล่นให้กับยูเวนตุสอีกครั้ง โดยที่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า ฤดูกาล 1986\1987 จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่แฟน ๆ ลูกหนังจะได้เห็นการเล่นดุจร่ายเวทย์ ของ มิเชล พลาตินี่ อีกต่อไป เพราะหลังจากที่จบฤดูกาลนั้น พลาตินี่ ประกาศอำลาจากวงการลูกหนัง และรวมถึงอำลาทีมชาติฝรั่งเศส ด้วยวัยเพียงแค่ 31 ปีเท่านั้น ปิดฉากตำนานอันยิ่งใหญ่ในการลูกหนังของเขาไว้แต่เพียงเท่านี้ ในฐานะของ นโปเลียน ลูกหนัง นักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลฝรั่งเศส
เกียรติประวัติส่วนตัวของ มิเชล พลาตินี่
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของประเทศฝรั่งเศส - 1976, 1977นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป (บัลลง ดอร์) - 1983 ,1984 , 1985ดาวซัลโวสูงสุดของฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา - 1983,1984 , 1985รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจากนิตยสาร เวิลด์ ซ็อคเกอร์ - 1984 , 1985
เกียรติประวัติระดับสโมสรน็องซี่แชมป์เฟร็นช์ คัพ - 1978
แซ็งต์ เอเตียน แชมป์ ลีก เอิง - 1981
ยูเวนตุสแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา - 1984 ,1986แชมป์ อิตาเลียน คัพ -1983 แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ - 1985แชมป์สโมสรโลก - 1985แชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ - 1984
เกียรติประวัติกับทีมชาติฝรั่งเศสแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป - 1984อันดับ 3 ฟุตบอลโลก - 1986

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551

โยฮันคัฟฟ์ ราชันไร้มงกฎ



แนะนำตำนานนักเตะในสัปดาห์นี้ ยังคงอยู่กันที่ฝั่งยุโรป เหมือนเดิมครับ หลังจากที่สัปดาห์ก่อน ได้แนะนำ มิเชล พลาตินี่ นโปเลียน ลูกหนังของทางฝรั่งเศสกันไปแล้ว วันนี้ก็ขอแนะนำอีกหนึ่งตำนานลูกหนังของวงการฟุตบอลยุโรป อย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ นักเตะเทวดา จากประเทศฮอลแลนด์กันบ้างครับ แล้วทุกคนจะได้รู้ว่า คำว่านักเตะเทวดา ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
โยฮัน ครัฟฟ์ นั้นมีชื่อเต็มๆ ว่า เฮ็นดริค โยฮันเนส ครัฟฟ์ เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1947 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ ซึ่งครอบครัวของครัฟฟ์ นั้นถือว่าเป็นครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยมากนัก เช่นเดียวกับ นักเตะระดับตำนานรายอื่นๆ โดยเขาเริ่มเตะฟุตบอลจากบริเวณถนนแถวบ้าน และก็มีแมวมองจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เข้ามาเห็นแววของเจ้าหนูร่างกาย ผอมบางรายนี้ จนในที่สุดเขาก็ถูกเซ็นเข้าร่วมทีมเยาวชนของอาแจ็กซ์ ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลอันดับหนึ่งของประเทศฮอลแลนด์
เจ้าหนูครัฟฟ์ ได้ขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น โดยยิงได้เพียงแค่ลูกเดียวตลอดฤดูกาลนั้น แต่ในฤดูกาลถัดมา ครัฟฟ์ ก็ได้ขึ้นมาเล่นเป็นตัวจริงของ อาแจ็กซ์ อย่างเต็มตัว ก่อนที่จะร่ายฟอร์มระดับเทพ พาอาแจ็กซ์ คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ฮอลแลนด์ได้แบบไร้คู่ต่อกร โดยครัฟฟ์ ยิงไปทั้งสิ้น 25 ประตู จากการลงเล่น 23 นัด คว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมของฮอลแลนด์ ได้อีกหนึ่งรางวัล ด้วยวัยเพียงแค่ 18 ปี
หลังจากนั้น ครัฟฟ์ ก็ก้าวเข้ามาเป็นนักเตะอันดับหนึ่งของวงการฟุตบอลฮอลแลนด์ อย่างไร้ข้อกังขา เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติ แต่ว่าเวลาในทีมชาติช่วงแรกของครัฟฟ์นั้น ไม่ค่อยจะสวยงามซักเท่าไร โดยเพียงแค่ในเกมที่สองในนามทีมชาติของเขา ในแมตช์ที่ดวลกับ เชโกสโลวาเกีย เขาโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม แถมยังโดนสหพันธ์ฟุตบอลฮอลแลนด์ แบนไปอีกหนึ่งปีอีกต่างหาก จากพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทำให้ครัฟฟ์ ตั้งตัวเป็นศัตรูสมาคมทันที ทั้งที่มีอายุเพียงแค่ 19 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกอยู่เหมือนกัน ที่เด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเขา กล้าเป็นศัตรูกับสมาคมฟุตบอลของประเทศ
แม้ว่าจะมีปัญหาระหองระแหง กับสหพันธ์ฟุตบอล แต่ว่ากับทีม อาแจ็กซ์ ครัฟฟ์ ก็ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ดี ตำแหน่งแชมป์ลีกในประเทศ เป็นเหมือนของธรรมดาไปแล้วสำหรับเขา จนแฟนๆ อาแจ็กซ์ เริ่มมองถึงเป้าหมายการเป็นแชมป์ยุโรปแล้ว
ในปี 1969 ครัฟฟ์ พาอาแจ็กซ์ ทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับ เอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่จากเมืองมะกะโรนี ที่คุมทีมโดย เนเรโอ ร็อคโค่ กุนซือผู้ได้ชื่อว่า "เจ้าพ่อคาเตนัชโช่" หรือแท็กติก ที่เน้นเกมรับ อันขึ้นชื่อลือชา ของวงการฟุตบอลอิตาลี ซึ่ง แท็กติกของร็อคโค่ ทำให้ครัฟฟ์ เล่นไม่ออก และพอครัฟฟ์ ทำอะไรไม่ได้ ก็ส่งผลให้ อาแจ็กซ์ ไม่มีอะไรจะไปสู้กับ มิลาน ที่นำโดย จิอันนี่ ริเวียร่า จอมทัพอันดับหนึ่งของวงการฟุตบอลอิตาลี และสุดท้ายก็เป็น "ปีศาจแดง-ดำ" ที่คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ในปีนั้นมาครองได้สำเร็จ
ด้วยฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงเกินห้ามใจของครัฟฟ์ ทำให้ มีเสียงเรียกร้องจากแฟนบอล ให้เรียกตัว นักเตะเทวดา ของพวกเขา กลับมาเล่นให้กับทีมชาติอีกครั้ง และในที่สุดเขาก็ได้รับโอกาสให้ติดทีมชาติอีกครั้ง
พอได้โอกาส ครัฟฟ์ ก็สามารถยกระดับการเล่นของทีมฮอลแลนด์ จากที่เคยเป็นแค่ทีมระดับไม้ประดับของทวีปยุโรป กลายมาเป็นทีมระดับหัวแถวของทวีป ส่วนผลงานกับทีมอาแจ็กซ์ ครัฟฟ์ ก็สามารถพาทีมอาแจ็กซ์ ซิวถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ ซึ่งเป็นสุดยอดปราถนาของอาแจ็กซ์ ได้สำเร็จ หลังจากที่ได้เพื่อนร่วมทีมระดับคุณภาพ อย่าง โยฮัน นีสเก้นส์ , รุด ครอล ในรูปแบบสไตล์การเล่น โททัล ฟุตบอล อันเลื่องชื่อ ที่นำโดย ไรนุส มิเชล ซึ่งทำให้ อาแจ็กซ์ กลายเป็นยอดทีมของยุโรปในทันตา ก่อนที่จะปราบ พานาธิไนกอส ซิวแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ เมื่อปี 1971 ได้สำเร็จ
การคว้าแชมป์ดังกล่าวทำให้ ครัฟฟ์ ได้ตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป หรือ บัลลง ดอร์ ซึ่งส่งผลให้เขากลายเป็นนักเตะชาวดัตช์คนแรกที่ได้สัมผัสกับรางวัลนี้ หลังจากนั้นเขาก็พาอาแจ็กซ์ คว้าแชมป์ จ้าวยุโรปได้อีกสองสมัยซ้อน ซึ่งเป็นทีมแรกนับจาก เรอัล มาดริด ที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้สามปีติดต่อกัน
ความท้าทายของเขาในลีก ฮอลแลนด์ กับอาแจ็กซ์ ก็ไม่เหลือหรออีกต่อไปเขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม บาร์เซโลน่า แห่งประเทศสเปน ที่มีไรนุส มิเชล กุนซือคู่บุญของเขาคุมทีมอยู่ โดยหนีบเอา โยฮัน นีสเก้นส์ คู่หูตลอดกาลของเขามาด้วย และครัฟฟ์ก็ไม่ทำให้ เหล่าสาวก อาซูลกราน่า ผิดหวัง เขาพาบาร์ซ่าล้มมาดริด เถลิง บัลลังก์แชมป์ลาลีกา ประจำปี 1974 อย่างยิ่งใหญ่ โดยแมตช์ที่อยู่ในความทรงจำของแฟนๆ ก็คงจะเป็นเกมที่เขาและพลพรรคบาร์ซ่า บุกไปอัด เรอัล มาดริด คู่ปรับตลอดกาลถึงถิ่นด้วยสกอร์ถล่มทลายถึง 5-0 ด้วยกัน
แชมป์ยุโรป ก็ได้มาแล้ว ตอนนี้เป้าหมายของ "คิง โยฮัน" ก็คงเป็นตำแหน่งแชมป์ ฟุตบอลโลกปี 1974 ที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งทีมชาติฮอลแลนด์ ที่นำทีมโดย ท่านนายพล ไรนุส มิเชล , ครัฟฟ์ และ พลพรรคนักเตะของอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม คือเต็งหนึ่งของทัวร์นาเมนต์นี้อย่างไม่ต้องสงสัย และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อฮอลแลนด์ ปราบทั้งบราซิล แชมป์เมื่อสี่ปีที่แล้ว และทีมชาติอาร์เจนติน่า เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศกับ เจ้าภาพเยอรมันได้สำเร็จ
ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ที่สนามโอลิมปิก สเตเดี้ยม เกมเริ่มมาได้ไม่ถึงนาที โดยที่ฮอลแลนด์ ต่อบอลกันไปมา จนทีมได้ลูกจุดโทษ โดยที่ยังไม่มีผู้เล่นเยอรมัน คนไหนได้สัมผัสลูกเลยด้วยซ้ำ และเป็น โยฮัน นีสเก้นส์ ที่ยิงประตูขึ้นนำให้กับทีมได้สำเร็จ ถึงตอนนั้น ใครๆ ก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมาหยุดไม่ให้ฮอลแลนด์ ก้าวขึ้นเป็นสุดยอดของวงการลูกหนังโลกได้
แต่แล้ว ก็เกิดเหตุการณ์เหลือเชื่อขึ้น จะด้วยความประมาทหรืออะไรก็ไม่ทราบ เพราะว่าหลังจากได้ประตูขึ้นนำ ฮอลแลนด์ กลับไม่คิดที่จะยิงประตูเพิ่ม พวกเขาพยายามที่โชว์ให้เห็นว่าพวกเขาเหนือกว่าทีม อินทรีเหล็ก ด้วยการต่อบอลหลอกล่อ เหมือนลิงชิงบอล เพื่อแสดงให้เห็นว่า เยอรมันไม่ต่างอะไรกับไอ้งั่ง ซึ่งสุดท้ายความคิดที่ไม่ยอมบุกเพื่อทำประตูปิดเกมนี่แหละ เป็นความคิดที่โง่เง่าที่สุดของ ฮอลแลนด์
เยอรมันกลับมาได้ สองประตูรวด จาก พอล ไบรท์เนอร์ และ แกร์ด มุลเลอร์ แซงมาได้สำเร็จ โดยในครึ่งหลัง ฮอลแลนด์เหมือนได้สติ พยายามบุกอย่างหนัก แต่ก็ไม่ผ่านการป้องกันของเซปป์ ไมเออร์ จนสุดท้าย กลายเป็นเจ้าภาพ เยอรมัน ที่คว้าแชมป์ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ และความพ่ายแพ้ครั้งนี้คงจะโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง ถ้าพวกเขาไม่ประมาท ถ้าพวกเขารีบๆ ปิดเกมไปซะ ความเจ็บปวดครั้งนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น และพวกเขาก็คงจะกลายเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกในที่สุด
แม้ว่า ครัฟฟ์ จะยังคงลงเล่นให้กับ ฮอลแลนด์ ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก แต่ว่าเขาตัดสินใจที่จะไม่ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่อาร์เจนติน่า โดยให้เหตุผลว่า รับไม่ได้กับมาตรการเผด็จการ ของดินแดนฟ้า-ขาว แต่คาดว่าเหตุผลที่แท้จริงก็คงจะเป็นเพราะว่า มีใบสั่งจากภรรยาของเขาซะมากกว่า ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฮอลแลนด์ได้แค่เกือบกับคำว่าแชมป์โลกอีกครั้ง
หลังจากนั้นเขาก็ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติฮอลแลนด์แบบถาวร ก่อนที่จะย้ายไปขุดทองที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กับ ลอส แองเจลิส แอซเท็ค ซึ่งในช่วงนั้นลีกของแดนมะกัน เรียกว่าบูมสุดๆ เลยก็ว่าได้ เพราะว่ามีนักเตะระดับโลก หลายราย ไม่ว่าจะเป็นฟร๊านซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ , เปเล่ และอีกหลายต่อหลายราย แต่ว่าลีกนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน โดยในปี 1981 เขากลับมาค้าแข้งในสเปนอีกครั้งกับเลบานเต้
ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาเขากลับมาค้าแข้งในทีมที่เขาเริ่มต้นอย่างอาแจ็กซ์ ซึ่งแม้ว่าวัยของเขาจะล่วงเลยมาถึง 34 ปี และเรี่ยวแรงของเขาจะไม่เหมือนเดิมแล้วก็ตาม แต่ว่าด้วยมันสมองที่ฉลาดเป็นกรด ทำให้ครัฟฟ์ ลงดวลกับนักเตะรุ่นน้องได้อย่างสบายๆ เขานำทีมอาแจ็กซ์ คว้าแชมป์ลีก ดัตช์ อีกสองสมัย ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีม เฟเยนูร์ด คู่ปรับร่วมลีก ซึ่งเขาก็ตอกย้ำความเป็นผู้ชนะ ด้วยการคว้าแชมป์ลีก ดัตช์ กับ ทีมคู่ปรับของอาแจ็กซ์ อีกต่างหาก ก่อนที่จะอำลาวงการลูกหนังในวัย 36 ปี
ถ้าจะพูดถึงความยิ่งใหญ่ของเขา เนื้อที่เพียงแค่นี้คงจะสาธยายไม่หมด แต่การที่เขาได้รับโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษของยุโรป คงจะบอกได้เป็นอย่างดี ว่านักเตะเทวดาคนนี้ได้รับการยกย่องมากแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะคว้าแชมป์มาแล้วแทบทุกแชมป์ในระดับสโมสร แต่รอยด่างเพียงอย่างเดียว ในฟุตบอลโลก 1974 ที่เขาควรจะได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลก และก้าวขึ้นมาเป็นราชันลูกหนังโลกโดยสมบูรณ์แบบ ทั้งที่อยู่ในทีมที่ดีที่สุด แต่ด้วยความประมาทและความลำพองของตน จึงทำให้เขาเป็นนักเตะที่ถูกเรียกอีกฉายาว่า "ราชันไร้มงกุฎ

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การเลือกซื้อรถBigbikeมือ2

เริ่มแรกนี้มาว่ากันถึงจุดประสงค์การใช้งาน ของรถที่เราต้องการก่อน
1. ต้องถามตัวเองก่อนว่า ชอบรถแนวไหน?
- สปอร์ตไบค์ หรือที่เรียกกันว่า เรฟริก้า คือรถประเภท เลียนแบบรถในสนามแข่ง ท่วงท่าการนั้งจะเป็นแบบ ก้ม หมอบ ลักษณะรถ จะมีแฟริ่ง คลุมรถทั้งหมด แฮนด์แบบจับโช๊ค เบาะคนขี่และคนซ้อนจะแยกกันเป็น2ส่วน เช่น R1, SP1
- สปอร์ตทัวร์ริ่ง ลักษณะจะเหมือนประเภทแรกแต่ท่านั้งจะไม่ก้มมากนัก มีแฟริ่ง ชิวส์สูงสามารแหวกลมปะทะได้ดี เช่น Hayabusa , cbr1100xx
- คาสตอมไบค์ หรือ เน้กเก๊ตไบค์ คือรถประเภท ที่ไม่มีแฟริ่งมาก ไฟหน้ามักจะเป็นไฟกลม แฮนด์บาร์ ท่านั้งจะไม่ก้มมาก เช่น SF400 , XJR
- ช๊อปเปอร์ , ครุยเซอร์ คือรถประเภทที่ไม่เน้นความเร็วมากนัก แต่ไปในเน้นแรงบิดในรอบต่ำ รอบกลาง หน้าตาก็จะไปทางเรียบง่าย เช่น Harlay , Steed400-600
- วิบาก หรือ Off Road คือรถประเภทที่ไว้ขี่ในทางสมบุกสมบัน
2. งบประมาณ เท่าไหร่? อันนี้ต้องแล้วแต่ทรัพย์ในกระเป๋า แต่ว่าหลังจากได้ประเภทรถที่ชอบแล้ว ก็ต้องหาข้อมูล ว่าราคาอยู่ในช่วงต่ำสุด- สูงสุดเท่าไหร่ จะได้เตรียมเงินให้พร้อม แต่คงต้องหมายความรวมถึง ค่าอุปกรณ์มรการขับขี่ด้วยส่วนนึง นอกเหนือจากราคารถ การที่รถรุ่นเดียวกันราคาไม่เท่ากัน เพราะ สภาพรถ อุปกรณ์ตกแต่ง อุปกรณ์ควบ หรือช่วงภาวะการตลาด
3. สถานที่จะไปออกรถ?
- รถบ้าน ในที่นี้หมายถึงรถที่เจ้าของประกาศขายเอง ไม่ได้ผ่านนายหน้าหรือร้านค้า
- รถร้าน ความหมายบอกในตัวแล้วว่า ต้องไปซื้อที่ร้าน ร้านค้าซื้อจากประเภทแรกหรือรถจากโกดัง แล้วเอามาปรับปรุงสภาพให้ดีขึ้น แล้วเอามาตั้งราคาใหม่
อธิบายเพิ่มจากข้อ3.
รถบ้าน ข้อดี 1. ราคาโดยส่วนมากถูกกว่ารถหน้าร้าน
2. ต่อรองราคาได้มาก แล้วสามารถคุยกับเจ้าของได้โดยตรง ทราบประวัติรถ
3. สามารถเห็นสภาพเดิมได้
ข้อเสีย 1. ราคาถูกก็จริงอยู่แต่อาจต้องทำเพิ่มเติมเยอะมากกว่าที่คุยกันไว้ก็ได้ , ไ,ม่มีการรับประกัน
2. การต่อรองราคา ถ้าได้รับความจริงใจจากผู้ขายก็จะโชคดี แต่ถ้าผู้ขายไม่บอกความจริง แล้วเราซื้อมา หากต้องซ่อมแซมมากๆจะไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้เลย ( ในกรณีที่ซื้อมาโดยไม่ถี่ถ้วนพอ )
รถร้าน ข้อดี 1. รถเก็บงานมาแล้ว ปรับปรุงสภาพเครื่องยนต์ อุปกรณ์ ทำสีใหม่แล้ว
2. รับประกัน ตามแต่จะตกลง
ข้อเสีย ..ไม่เห็นสภาพเดิมๆเพราะเก็บงานมาแล้ว ถ้าเป็นร้านที่รับผิดชอบก็โชคดีไป แต่ถ้าเป็นการย้อมแมว ผู้ซื้อจะสังเกตุได้ยาก ส่วนใหญ่จะไม่เห็นจุดบกพร่อง
4. เทคนิคและวิธีการเลือกซื้อข้อสังเกตุเบื้องต้น....( รายละเอียดที่แจ้ง บางกรณีแม้ว่าจะเป็นจุดที่บกพร่องแต่สามารถซ่อมแซมแก้ไขได้ไม่ยาก เพียงแต่เป็นจุดสังเกตุ บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของรถ )
1.เล่มทะเบียน ตรงกันกับรถ ดูเลขเครื่อง - เลขคอที่ระบุในเล่มให้ตรงกับรถ ส่วนเลขเครื่องและเลขคอไม่จำเป็นต้องเหมือนกันก็ได้ครับ เพราะประกอบจากอะไหล่เก่า จึงอาจไม่เหมือนกันได้ ข้อปลีกย่อยอื่นในภาวะปัจจุบันคือ ทะเบียนสวม หรือ ทะเบียนแท้ อันนี้ต้องขอรายละเอียดจากเจ้าของเดิมด้วย
2.ชุดโอน ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ครบ หรือในกรณีที่เป็นอินวอย ก็ต้องมีใบเสร็จตัวจริง เครื่อง - เฟรม และเอกสารควบอื่นๆครบ
3.เขียนสัญญาซื้อ-ขายด้วย จะดีมาก
4. เดินดูรอบๆรถ โดยรวม...
- ชุดสี แฟริ่งด้านนอกอาจมองไม่เห็น แต่ด้านในอาจมีรอยเชื่อมพลาสติกบ้างเล็กน้อย ไม่เป็นปัญหา แต่ให้สังเกตุ ช่วงตัวยึดน๊อต ขายึดในจุดต่างๆ โดยเฉพาะด้านหน้า ว่ามีรอยเชื่อมมากรึเปล่าว หลายจุดมั๊ย อันนี้บอกได้ถึงการเกิดอุบัติเหตุ ว่าชนมาแล้วมากน้อยแค่ไหน , เหล็กยึดโครงหน้ากากด้านหน้าก็เช่นเดียวกัน
- เฟรม สีอลูมิเนียมเดิมๆ ไม่ทำสีจะดีที่สุด โดยมากถ้าไม่เคยเกิดอุบัติเหตุรุนแรง การทำสีเฟรมมักจะเป็นทางเลือกสุดท้ายในการปกปิดร่องรอย ส่วนใหญ่แม้ว่าจะเคยมีอุบัติเหตุมาบ้าง หากมีรองรอยที่เฟรมบ้างไม่เยอะนัก จะไม่ใคร่มีใครทำสีกัน
- เครื่อง ไม่มีคราบเยิ้มน้ำมันตามรอยปะเก็น
- สายไฟ แม้ว่าจะเป็นส่วนที่มองเห็นไม่ได้ชัดเจนนัก แต่ในส่วนที่มองเห็น น่าจะอยุ่ในสภาพที่เก็บงานมาแล้ว จัดระเบียบมาได้เรียบร้อย
- ปลายท่อ แห้ง เขม่าสีเทาๆ ถ้าสีออกดำก็แสดงว่ากรองอาจตันหรือหมดสภาพแล้ว ( อันนี้เล็กน้อย รับได้ )
- ลองสตาร์ท เปิดไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไปเบรค ไฟหน้าปัดเรือนไมล์ยังใช้งานได้ครบ อยู่รึเปล่าว
- ลองคร่อม โยกรถ(กำเบรคหน้า) ลองเด้งหลังโดยใช้น้ำหนักตัว ว่าโอเคมั๊ย โช๊คหน้า แกนต้องไม่เป็นรอยลึกๆ(รอยครูคยาวๆ) รอยหลุมตามดเล็กๆ ไม่มีคราบน้ำมัน
- โช๊คหลัง ต้องไม่เด้งขึ้นแรงๆทันที ต้องมีความหนืดของโช๊คด้วย ทำนองว่ากดลงแล้ว ค่อยๆเด้งขึ้น
- ลองเดินเบาซักพัก แล้วเบิ้ลรอบเครื่องยนต์แรงขึ้นอีกนิด ดูความราบเรียบของรอบเครื่องยนต์ - เครื่องเดินเบาราบเรียบ ไม่กระตุก หรือไม่นิ่ง โดยปรกติถ้าสตาร์ทใหม่ๆรอบเครื่องอาจจะแกว่งๆ ไม่นิ่ง แต่ถ้าปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานต่อไปอีกซักพัก รอบเดินเบาจะคงที่ขึ้น
- ต้องไม่มีเสียงประหลาดๆ ก๊อกๆ แก๊กๆ หรือเสียงวีดตามรอบเครื่องยนต์ ยกเว้นในกรณีรถSuzuki ที่เอกลักษณ์เสียงเครื่องยนต์อาจดังมากกว่ายี่ห้ออื่น หรือ คาร์บูร์แฟลตสไลด์
- ถ้าบังเอิญสตาร์ทแล้วมีควันขาว อย่าเพิ่งตกใจ อาจจะเพราะไม่ได้สตาร์ทมานานแล้ว ก็ให้เดินเบาซักแป็บนึง ลองเปิ้ลรอบดู ถ้าปรกติ เดี๋ยวมันจะค่อยๆจางไปหรือไม่มี แต่ถ้านานแล้ว เบิ้ลรอบยังมีควันออกมาตลอด ไม่น้อยลงก็อาจเป็นปัญหาที่เครื่องยนต์ แล้วในกรณีที่ไม่สามารถติดเครื่องได้ อันนี้ลำบากในการดูมาก อย่างน้อยควรได้ฟังเสียงการทำงานของเครื่องยนต์จะดีที่สุด
- ให้ลองขี่ดูเลย ถ้าไม่ให้ลองขี่อย่าซื้อนะครับ แล้วการลองอย่างน้อยคนซื้อต้องสามารถที่จะรับผิดชอบดดยการซื้อเลยถ้าเอารถไปล้ม ฉะนั้นก่อนลองรถต้องชั่งใจก่อน ว่าเรารับผิดชอบได้รึเปล่าว ควรลองรถแบบมีระยะทางมากหน่อย ลองใช้เกียร์หลายๆเกียร์ ทดลองงัดขึ้น-ลง ถ้าปรกติอาการเกียร์แข็งจะไม่มี ใช้ความเร็วมากขึ้นนิดหน่อย เครื่องถ้าร้อนแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ใช้งานมานานแต่ถ้าปรกติควันจะน้อยลงมาก แล้วในกรณีที่สตาร์ทไปซักพักแล้ว เอามือไปอังที่ปลายท่อแล้วมีความชื้นหรือละอองน้ำกระเด็นออกมา แสดงว่าเครื่องมีความฟิตมาก จนควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ (ดีมาก)
- ทดลองเบรคหน้า-หลัง ไม่ต้องแรงมาก็ได้เดี๋ยวรถล้ม ให้ทดลองลองขี่วนๆ กลับรถ เดินหน้า-ถอยหลัง จะให้เจ้าของซ้อนไปด้วยก็ได้ หรือถ้าอยากเทสคนเดียวเพื่อความสบายใจของเจ้าของรถ ผู้ซื้อจะให้กระเป๋าสตางค์ , บัตรประชาชน , เอกสารอื่นของเราไว้ เพื่อความสบายใจของทั้ง2ฝ่าย เพราะเคยเกิดเหตุกรณี ลองรถแล้ว ขโมยไปเลยก็มี
- โซ่ สเตอร์ ยาง อย่างน้อยควรจะยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ ถ้ายังดีอยู่ก็อาจไม่ต้องต่อรองมาก แต่ถ้าไม่อยุ่ในสภาพที่ดีแล้ว อาจจะขอต่อรองราคาลงหน่อย แล้วเราค่อยไปเปลี่ยนเอาเองก็ได้ แต่ต้องคำนวนราคาไว้แล้วจะได้รู้ยอดรวมคร่าวๆโดยประมาณ เรื่องสีสรรค์ภายนอกขอให้มองเป็นประเด็นรองครับ ให้ดูเครื่อง เฟรม ไว้เป็นหลักนะครับ
5. การตัดสินใจ? แนะว่า อย่าเพิ่งใจร้อน ให้ดูละเอียดๆ ดูหลายๆคัน หลายๆที่ เว้นแต่ว่า คันที่กำลังดูอยู่สภาพดีมาก พอใจแล้ว ก็ต่อรองราคาได้เลย เพราะถ้ายังไม่ตัดสินใจ หลังวันนี้อาจหลุดลอยไปก็ได้ เป็นไปได้ให้พาเพื่อนไปดูด้วยกัน จะได้ไม่ถูกชักจูงได้ง่ายๆ ควรจะศึกษาหาข้อมูลรถที่สนใจไว้ก่อน เช่นเลขเครื่อง เลขเฟรม อุปกรณ์ต่างๆในรถ ปั้มเบรค ที่บอกอย่างนี้ ยกตัวอย่างHonda SF400 ผลิตออกมาหลายรุ่นมาก เครื่องมีแบบครีบเต็ม ครีบไม่เต็ม ปั้มNissin Brembo สารพัด ต้องรู้มากๆไว้ก่อน โอกาศที่จะถูกหลอกจะได้น้อยลง รถบ้าน...ในบางกรณี แม้ว่าจะซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าหน้าร้านมาก หลายบาท อาจเป็นหลักพัน หรือหลักหมื่น แต่ต้องคำนึงด้วยว่า สภาพที่เราต่อรองราคาได้ (ตามสภาพ ) หากเราตกลงซื้อมาแล้วเราต้อง เอามาปรับปรุงอะไรบ้าง ราคาอะไหล่แต่ละรายการราคาเท่าไหร่ ทดลองจดรายการดูว่าราคารวมๆแล้วเท่าไหร่ เพราะบางที เพลอๆราคารถ+ค่าบำรุงรักษาอาจจะแพงกว่ารถหน้าร้านก็ได้
6. การต่อรองราคา? แม้ว่าในกรณีซื้อ-ขายจะเป็นการตกลงราคาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ราคาควรจะพอเหมาะพอสม อันนี้อธิบายเป็นกลาง ผู้ขายก็อยากขายได้ราคาตามอย่างที่ตั้งใจไว้ อาจจะเท่าทุนหรือกำไรบ้างมาก-น้อย ส่วนผู้ซื้อก็อยากซื้อได้ราคาถูกตามงบประมาณ ถูกได้เท่าไหร่ ยิ่งมากยิ่งดี แต่ทั้งนี้ แนะว่าผู้ซื้อถ้าเห็นรถ สภาพ พอเหมาะสมกับงบประมาณแล้ว หากรับได้ก็ไม่น่าที่จะต่อรองกันจนมากเกินไป บางครั้งจนเหมือนกับการกดราคา ในวงการรถใหญ่นั้น แคบมาก ใครซื้อ ใครขายอะไร ไม่นานก็มีคนทราบหมด การซื้อขายบางครั้งก็ทำให้ได้เพื่อนใหม่ ไม่ใช่ซื้อกันแล้วไม่คบกันอีกเลย ฉะนั้น ควรที่จะมีคุณธรรมกันทั้งคนซื้อและขาย ให้เหมาะสมพอดี คนขายก็ไม่ควรจะ ย้อมแมว หรือขายเอากำไรมากๆเกินควร อย่างนี้วงการของเราๆจะได้เจริญขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ข้อเท็จจริงการใช้LPGร่วมกับเครื่องยนต์ดีเชล

นี่เป็นเรื่องจริงที่ผมได้เจอกับตัวเอง หลังจากที่ผมได้ไปติดตั้งระบบLPG 100% กับเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งหมดค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000 บาท ทางผู้จำหน่ายและติดตั้งก็มีการรับประกันเครื่องยนต์ด้วยเป็นระยะเวลา 1 ปี(มีคำพูด โดยไม่มีหนังสือรับรอง)

แต่โชคดีก็เกิดขึ้นกับตัวผม บนความโชคร้ายด้วย เพราะหลังจากใช้งานมาประมาณ 12,000 กิโลเมตร ปรากฏว่าLPGจะขึ้นราคา แถมรถผมมันก็กินแก๊สเหลือเกิน เลยตัดสินใจจะไปเปลี่ยนเป็นระบบดีเซลเหมือนเดิม (D-Max 3.0) ผมโชคดีที่สนิทกับช่างที่ร้านที่ไปติดตั้ง เลยวานให้เขาช่วยเปลี่ยนคืนให้ผม เพราะช่างคนนี้ฝีมือดีมาก และแล้วโชคร้ายก็เกิดกับตัวผม หลังจากช่างเขาเปิดฝาลูกสูบออกมาดู คุณเชื่อไหมหลังจากใช้งานระบบLPGมาแค่ 12,000กิโลเมตรเท่านั้น ปรากฏว่าเสื้อสูบของผมสึกหรอเกือบหมดสภาพ แถมแหวนลูกสูบสึกจนบางมากๆ และวาวล์เป็นรอยหมด แถมในห้องเครื่องมีขี้แก๊ซเต็มไปหมด (สุดยอด)

ทีนี้พอเราจะไปเครมกับร้านที่ติดตั้งก็บอกได้ แต่รอคิวนานหน่อย รออะไหล่มาเปลี่ยน แต่คุณครับผมเห็นรถคันอื่นมันรอซ่อมตั้งแต่ตอนผมติดตั้งLPG จนผ่านไปประมาณ 4 เดือน ยังมีสภาพเหมือนเดิม ยังไม่ได้ทำอะไรซักอย่าง แล้วผมจะรอยังไงไหว ครั้นจะขอให้เขาออกเงินค่าอะไหล่ให้ก็ไม่ยอม บอกว่าต้องเอาที่เขาเท่านั้น ประมาณว่ารับแก้ไขฟรี แต่รอเป็นชาติ รอได้รอไป

ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนคืนระบบเอง ก็เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 7,000 บาท (ยังไม่รวมค่าเปลี่ยนปลอกลูกสูบกับแหวนสูบ เงินหมดแล้ว)

ดังนั้นจึงอยากจะบอกว่า ใครที่ใช้LPGอยู่ ว่างๆโปรดตรวจดูสภาพเสื้อสูบกับลูกสูบคุณด้วย อย่ารอให้มันเสียหรือใช้งานไม่ได้ซะก่อน เดี๊ยวก็ได้รถคันใหม่แน่ๆเลย ยิ่งเป็นรถใหม่แพงๆด้วยแล้ว ไม่อยากจะคิด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ เบนซิน ดีเซล เพราะคนขายก็โฆษณาขายอย่างเดียว ดีอย่างนั้นอย่างนี้ รับประกันเต็มที่ก็ปีเดียวเอง แต่รถมันจะพังเกิน 1 ปีไปแล้วนี่สิ

ลองคิดแล้วค่อยตัดสินใจ ติดตั้งแก๊สในรถยนต์
247payouts.com